Thanon Song Prapha, Si Kan, Khet Don Mueang, Krung Thep Maha Nakhon 10210

09-52563258 ain0410@hotmail.com

ย้อนรอยดีไซเนอร์ CHANEL ระดับตำนาน “Karl Lagerfeld”

เราจะพากันไปย้อนเรื่องราวของสุดยอดดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่าง Karl Lagerfeld ที่พึ่งได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบเมื่อไม่นานมานี้ เกิดหลายประเด็นขึ้นมามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโชว์ทรัพย์สินต่างๆ ของเขานั้นได้ถูกนำเสนอในหลายมุมมองและหลายรูปแบบกันออกไป และที่สำคัญคนส่วนใหญ่นั้นมักที่จะพูดถึงความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของเขา

ตั้งแต่ในมุมของความพยายามรวมไปถึงการก้าวย่างก่อนจะสร้างสรรค์ผลงานต่างๆของเขา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ผุดขึ้นมาอย่างทันทีทันใด แต่ดีไซเนอร์คนนี้นั้นได้ก้าวผ่านเส้นทางแห่งความฝันและความพยายามเป็นอย่างมากก่อนที่จะได้ก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ วันนี้ผู้เขียนนั้นจะพาทุกคนไปรู้เรื่องราวของดีไซเนอร์ระดับตำนานคนนี้กัน เรื่องราวของก้าวแรกเมื่อมาถึง Chanel กับโมเมนต์ที่เขานั้นได้ทำลายขีดจำกัดทุกอย่างจนทำให้แบรนด์นี้นั้นยังคงสามารถที่จะยืนหยัดอยู่เป็นแบรนด์แถวหน้าได้จนถึงทุกวันนี้

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1970 – 1980 ตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของแบรนด์ชาเนลนั้นได้ว่างลงหลังจากที่ มาดามโกโก ผู้ก่อตั้งนั้นได้เกิดเสียชีวิตลงในปี 1971 แบรนด์นั้นต้องอยู่ในสภาวะไร้หัวเรือใหญ่มาถึง 10 ปีด้วยกัน ซึ่งแบรนด์นั้นยังคงดำเนินต่อไปและสามารถที่จะอยู่รอดได้ในฐานะของสุดยอดแบรนด์ฝรั่งเศสจากแรงสนับสนุนโดยเหล่าลูกค้าที่ยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์ และกลุ่มคนและผู้สนับสนุนเหล่านี้ก็ได้เห็นอนาคตของแบรนด์ที่จะฟื้นตัวขึ้นมารวมถึงการพุ่งขึ้นสู่แบรนด์ชั้นนำของโลกจนถึงปัจจุบันด้วยการมารับตำแหน่งของ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ นั้นเอง

สิ่งที่ทำให้เขาผู้นี้นั้นกลายเป็นดีไซเนอร์ระดับตำนานของชาเนลก็คือ Alain Wertheimer ได้ทำการโน้มน้าวให้คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์นั้นมารับตำแหน่งเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ซึ่งเป็นงานที่หนักอึ้งของชาเนลในปี 1982 หลังจากที่คาร์ลนั้นได้หมดสัญญากับ Cholé ซึ่งในขณะนั้นเองชาเนลก็เป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังจับตามองพร้อมกับมีคนบอกเขาถึงชาเนลว่า “อย่าไปยุ่งเลย แบรนด์นี้กำลังจะตายแล้ว เธอทำอะไรไม่ได้หรอก”  และตำนานคนนี้นั้นก็ตอบกลับไปด้วยความมั่นใจว่า “คอยดูแล้วกัน” เขาได้ตกลงที่จะเข้ารับตำแหน่งใหญ่ที่ว่างมานานแสนนานกับแบรนด์อย่างชาเนล  เขาได้กลายเป็นดีไซเนอร์สุดขยันที่ควบตำแหน่งหัวหน้าทีมออกแบบถึง 3 แบรนด์ด้วยกัน

คาร์ลนั้นต้องเผชิญกับรูปแบบของการทำงานที่เรียกได้ว่าสงครามเย็นก็ไม่ปาน ในช่วงแรกนั้นคาร์ลได้นำคนของเขาเข้ามาทำงานเพิ่มเติมที่แฟชั่นเฮาส์ชาเนล ยิ่งเป็นการสร้างกำแพงระหว่างเขากับคนดั้งเดิมขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาเองก็สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้กับความกดดันเหล่านี้ ด้วยคำพูดที่ว่า “เขาก็ไม่มีความหมายอะไรถ้าไม่เคารพตัวแบรนด์” ทำให้เขานั้นได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงชาเนลอย่างค่อยเป็นค่อยไป เปลี่ยนโดยมีรากฐานความตั้งใจมาจากมาดามโกโก ถึงแม้ว่าวิธีการ ขั้นตอนการคิด รวมถึงรายละเอียดนั้นจะถูกปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ความคลาสสิคและความเข้าถึงแก่นของแบรนด์จริงๆ ทำให้กำแพงของเขาและคนดั้งเดิมจึงทลายตัวและหมดไป ความอัจฉริยะของเขานั้นได้ถูกส่งผ่านมายังผลงานการออกแบบ สินค้าเสื้อผ้าที่เขาออกแบบนั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่สาวๆในยุคนั้นต้องเหลียวมอง การทำงานของเขานั้นทำให้ทุกคนได้กล่าวถึงเขาว่า”เขาคือคอมพิวเตอร์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ในโหมดชาเนล” และเขาได้พิสูจน์แล้วว่าปัญหาต่างๆและก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาอย่างหนักหนาสาหัสนั้นไม่สามารถหยุดเขาจากงานที่เขารักได้เลย  เขานั้นไม่เคยทำให้สาวกแฟชั่นต้องผิดหวัง เขาคือนักสู้และคือผู้ฟื้นคืนชีพชาเนลขึ้นมาอีกครั้งด้วยความแน่วแน่และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จนได้กลายเป็นสุดยอดดีไซเนอร์ระดับตำนาน “คาร์ล เลเกอร์เฟลด์”