Thanon Song Prapha, Si Kan, Khet Don Mueang, Krung Thep Maha Nakhon 10210

09-52563258 ain0410@hotmail.com

ทำความรู้จักศิลปิน graffiti ” Mue Bon” คนไทยที่ชีวิตอย่างกับละคร

Mue Bon

การเป็นศิลปินสายการทัศนศิลป์(วาดภาพ)ในบ้านเรานั้น มีความเศร้าอย่างหนึ่งก็คือ การที่เราจะเป็นนั้นก็ไม่ยาก แต่การจะให้คนไทยยอมรับผลงานศิลปะของเรานั้นยากแสนยาก ทำให้ศิลปินหลายคนมีชื่อเสียงมาก แต่เป็นชื่อเสียงในต่างประเทศ ดังจนเสียงนั้นดังมาจนถึงคนไทยด้วยกันเองนั่นแหละ เราถึงจะยอมรับศิลปินคนนั้นกัน ซึ่งเป็นเรื่องหน้าแปลกมาก ศิลปินกราฟฟิตี้ที่เราจะมาแนะนำวันนี้ก็เช่นกัน เส้นทางบนถนนศิลปินของเค้านี้บอกเลยว่า ยิ่งกว่าละครหลังข่าวเสียอีก

ชายหนุ่มที่ปิดบังตัวตน

ต้องบอกก่อนว่า ศิลปินกราฟฟิตี้หลายคนมักจะไม่ชอบเปิดเผยตัวตนเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย และอีกอย่างการมีคนรู้จักจะทำให้การทำงานของเค้ายากขึ้น (อย่าลืมว่า เค้าต้องออกไปพ่นกำแพงที่บางครั้งไม่ได้อนุญาติดังนั้นถ้ารู้ตัวก่อนจะทำงานยากมาก)  Mue Bon อ่านว่า มือบอน เองก็เช่นกัน ดังนั้นเรื่องราวส่วนตัวของเค้าว่าเป็นใครมาจากไหน เราจะข้ามไปให้เข้าใจตรงกันตามนี้

ผลงานที่ต้องแลกกับทุกอย่าง

Mue Bon

มือบอน ในจุดเริ่มต้นของวงการศิลปะ ศิลปิน ก็จะเหมือนกับคนอื่นทั่วไปที่การยอมรับจะน้อยมาก แล้วมือบอน ยิ่งยากขึ้นไปอีกเพราะว่าการทำกราฟฟิตี้ในยุคแรกเริ่มของเค้านั้น โอกาสที่จะได้รับอนุญาตมีน้อยมาก (ลองนึกภาพว่ามีวัยรุ่นที่ไหนไม่รู้มาขออนุญาต พ่นสีสเปรย์ในกำแหง คงไม่มีใครยอมหรอกจริงไหม) นั่นทำให้การทำงานของเค้าต้องเสี่ยงกับ ตำรวจ วัยรุ่นเจ้าถิ่น เจ้าของบ้าน เจ้าของสถานที่มาเจอ นั่นทำให้การทำงานของเค้าต้องเร็ว ไว และที่สำคัญงานต้องออกมาสวย เนี๊ยบมาก จนเข้าของบ้าน หรือ เจ้าของสถานที่ออกมาเห็นไม่โวยวายอะไร (หากงานไม่สวย คงโดนด่า แต่ถ้างานสวยเค้าก็คงจะหยวนๆกันไป) มือบอนคิดแบบนี้ นั่นทำให้การทำงานแต่ละครั้งของเค้าต้องรักษาคุณภาพแล้วทำให้มันดียิ่งขึ้นไป

ไม่เพียงแค่นั้น การทำงานกราฟฟิตี้ในช่วงแรก แน่นอนว่าเรื่องของรายได้ไม่มีแน่นอน นั่นทำให้เค้าต้องดิ้นรนอย่างหนักในการใช้ชีวิตเลย ลองนึกดูว่า เงินรายได้ที่ได้มาจากการทำงานอย่างอื่น ต้องแบ่งเกือบทั้งหมดไปซื้อสีสเปรย์มาเพื่อเตรียมจะพ่นงาน นั่นทำให้มีเงินเหลือเพียงแค่ประทังชีวิตเท่านั้นเอง สิ่งของที่อยากได้อะไรก็ตามคงยากหน่อย เค้าต้องยอมเสียทั้งหมดไปขนาดนั้นเพื่อให้ได้มีเงินมาทำสิ่งที่เค้ารักชอบ และศรัทธ เรียกว่าแลกกับทุกอย่างเพื่อทำงานกราฟฟิตี้ก็ว่าได้

ในการทำงานช่วงแรกของ มือบอน นั้น เค้าจบทางด้านศิลปะมาก็จริง แต่เค้าแทบจะไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย จบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เด่นเรื่องศิลปะ ไม่มีเครือข่าย คอนเนคชั่นอะไร ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์หมด แถมการจะยอมรับยากมาก แต่เค้าก็ไม่แคร์ทำงานตัวเองมาเรื่อย จนกระทั่งงานของ มือบอน เริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มีคาแรกเตอร์พิเศษซ่อนอยู่ นั่นทำให้งานของเค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆทั้งในโลกใต้ดินและบนดิน จนกระทั่งสุดท้ายตอนนี้เค้าได้กลายเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ไปดังในต่างประเทศ ลองคิดดูสิว่า แบรนด์เครื่องประดับอย่าง แอร์เมส มาเชิญเค้าไปจัดดิสเพลย์ที่ร้านในสาขาหนึ่งของต่างประเทศ ยังไม่นับการแสดงผลงานทางศิลปะในต่างประเทศอีก นั่นแหละเค้าถึงกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงและถูกยอมรับในไทย

ผลงานของ มือบอน

ผลงานของมือบอนนั้น เจ้าตัวให้คำนิยามไว้ว่า ยาขมเคลือบน้ำตาล หมายถึงการสื่อสารเรื่องราวใหญ่โต เครียด เสียดสีสังคม แต่เค้าใช้คาแรกเตอร์ตัวละครที่น่ารักสดใสมาแทนที่เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น อย่างเคสของเสือดำ ที่เค้าได้ถือโอกาสทำภาพกราฟฟิตี้เป็นรูปเสือดำนอนแผ่หลาโดนตรึงด้วยตะปู ภาพมีความยาวหลายสิบเมตร พร้อมกับสัญลักษณ์รูปลำโพง เป็นอะไรที่โดนใจมาก เสียดสีได้แสบสันต์จริงๆ