Thanon Song Prapha, Si Kan, Khet Don Mueang, Krung Thep Maha Nakhon 10210

09-52563258 ain0410@hotmail.com

การพ่นสีบนกำแพงที่สามารถสื่อความรู้สึกไปถึงคนที่ผ่านมาเห็นได้ ซึ่งเราเรียกกันว่า Graffiti

การพ่นสีบนกำแพงที่สามารถสื่อความรู้สึกไปถึงคนที่ผ่านมาเห็นได้

เพราะโลกแห่งความเป็นจริงเรียกร้องด้วย ‘เสียง’ อาจไม่ดังพอ ด้วยเหตุนี้คนบางกลุ่มจึงใช้ผลงานศิลปะ เป็นกระบอกเสียงให้ข้อความซึ่งต้องการสื่อประทับลงอยู่ในจิตของคนจำนวนมาก

ความเป็นมาของงานศิลปะชนิดนี้ เกิดความกดดันในสังคมซึ่งสะสมอยู่ภายในของกลุ่มคนผิวสี ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงปลายยุค 60 ถึงต้นยุค 70 ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการสร้างวัฒนธรรมย่อย ที่เรียกว่า Graffiti โดยการใช้กำแพงและพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นเครื่องมือ กู่ร้องถึงความไม่พอใจ สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมและการกดขี่ ผ่านทางประโยคและรูปภาพต่างๆ ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวต้องการสื่อสารให้โลกรู้

งานศิลปะ Graffiti ไม่ต้องการผืนผ้าใบ แต่ต้องการแค่สีและพื้นที่ แน่นอนว่าไม่ใส่ใจเรื่องกฏหมาย ทั้งนี้เพื่อใช้ในการระบายความคิดของพวกเขาให้ออกมาเป็นผลงานอันสุดบรรเจิด ยุคแรกเริ่มของวัฒนธรรม Graffiti เกิดขึ้น ณ มหานครนิวยอร์ก ศิลปินจะใช้รถไฟใต้ดินเป็นพื้นที่แสดงผลงาน เพราะรถไฟใต้ดินเป็นรถโดยสารของผู้คนจำนวนมาก จากวันนั้นจนถึงวันนี้วัฒนธรรม Graffiti ได้แพร่หลายไปทั่วโลก โดยใช้การสื่ออันหลากหลาย ทั้งในเรื่องของการสะท้อนตัวตน , การโชว์ฝีมือ หรือแม้แต่เคลื่อนไหวทางสังคมก็ตาม

แรงจูงใจอันทำให้เกิดงาน Graffiti ได้รับความสนใจจากนักวิชาการด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก เช่น นักมานุษยวิทยา, นักจิตวิทยา, นักสังคมวิทยา เป็นต้น

ยุคแรกเริ่มนั้นผู้คนออกมาพ่นสีตามท้องถนนโดยไม่มี Gimmick หรือทำการแฝงนัยยะอะไรมากมาย แต่เพียงเป็นการออกมาแสดงความต่อต้านเท่านั้น ปี 1970 สหรัฐอเมริกาค่อนข้างมีข้อด้อย เรื่องสังคม , วัฒนธรรม , การเมือง ส่งผลคนให้ผิวสีโดนละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งขัดกับความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นมากขึ้นทุกทีๆ จนเกิดความรู้สึกทนไม่ไหว อยากระบาย คนผิวสีกับชนชั้นล่างเลยใช้ Graffiti เป็นเครื่องมือแสดงความคิด โดยต่อมา Graffitiก็ถูกนำมาใช้ถ่ายทอดประเด็นอื่นๆ มากมาย เช่น การต่อต้านสงคราม , การเรียกร้องความเป็นธรรม เป็นต้น เป็นการแสดงออกที่เกี่ยวกับประเด็นสังคมโดยใช้พื้นที่สาธารณะ ความต้องการของศิลปิน คือต้องการสื่อสารแก่สาธารณชน โดยปัจจุบันนี้ในต่างประเทศยกนย่องให้ศิลปะแบบนี้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมศิลปะ

สำหรับงานศิลปะบนกำแพงในประเทศไทย บางคนยังให้นิยามว่ามันยังเป็นแค่ ‘แฟชั่น’ โดยบางคนก็พ่นไปตามกระแส ขณะที่ต่างประเทศ เกิดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศิลปินประเภทนี้อย่างจริงจัง และ Graffiti ของไทยก็ได้แสดงอานุภาพที่แท้จริงให้ทั้งประเทศไทยได้เห็น จากกรณีภาพของเสือดำในปี 2561 ที่โดนลบไปอย่างปริศนา…แสดงว่าการสื่อความของศิลปินทำสำเร็จใช่หรือไม่…